CP ALL ACADEMY

CPall

Bangkok, Thailand

  • TREES for New Construction, Gold Level”

Thai Health Promotion Foundation

 

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (Thai Health Promotion Foundation)

Bangkok, Thailand

 

• LEED 2.2 NC, Platinum Certified, 2017
• LEED v4 O+M: Existing Buildings, Gold Certified, 2022

 

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (Thai Health Promotion Foundation) ได้รับการรับรอง LEED v4 O+M: Existing Buildings (LEED v4 for Building Operations and Maintenance) ระดับ GOLD ในปี 2022 โดยได้คะแนนการประเมิน LEED v4 O+M:EB สูงสุดเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอาคารประเภทสำนักงาน mixed-use โครงการที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานดังกล่าว รวมถึงเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการรับรองทั้ง LEED BD+C และ LEED O+M

 

เกณฑ์ LEED v4 O+M เป็นเกณฑ์การประเมินสำหรับอาคารที่เปิดใช้งานมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี (Existing building) ที่ผ่านการปรับปรุงอาคารเพียงเล็กน้อย หรือไม่เคยผ่านการปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่ (Major renovation) โดยมุ่งเน้นการวางนโยบายและบริหารจัดการอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คลอบคลุมทั้งในด้าน สถานที่ตั้งอาคาร การประหยัดน้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัสดุ คุณภาพอากาศภายในอาคาร รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งทางโครงการต้องส่งบันทึกผลและข้อมูลที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาดำเนินการ (Performance period) ให้กับทางคณะกรรมการการตรวจประเมิน

 

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (Thai Health Promotion Foundation) ตั้งอยู่บริเวณซอยงามดูพลี สาทร กรุงเทพ ประกอบด้วยตัวอาคาร 6 ชั้น และชั้นใต้ดิน 2 ชั้น พื้นที่อาคาร 11,164 ตร.ม. มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการออกแบบและการบริหารจัดการอาคาร ดังนี้

 

  1. รูปทรงอาคารและการกันแดด (Building Form and Orientation)

ออกแบบอาคารให้โอบล้อมพื้นที่โถงกลางเพื่อให้อาคารบังเงากันเอง (Self-Shading) และใช้พื้นที่โถงกลางได้ในเวลากลางวัน ผังอาคารโปร่งโล่งคล้ายเรือนไทยเพื่อให้ลมไหลผ่านได้จากทุกทิศทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอฟริคัสได้ทำการจำลองการเคลื่อนไหวลมผ่านโปรแกรม CFD (Computational Fluid Dynamics) จนได้ทิศทางและขนาดของช่องเปิดที่เหมาะสมเพื่อให้คอร์ทกลางได้รับลมธรรมชาติตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังใช้การคำนวณมุมองศาดวงอาทิตย์ (Solar Geometry) เพื่อออกแบบแผงกันแดดนอกอาคารด้วยโปรแกรม Ecotect Analysis เสริมด้วยระบบแผงกันแดดอัตโนมัติซึ่งปรับองศาตามทิศทางของดวงอาทิตย์ (Sun Tracking Shading Device) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังแดด

 

  1. การเชื่อมต่อพื้นที่ภายในอาคาร (Interior-Exterior Connection)

พื้นที่ใช้งานประจำได้รับวิวทิวทัศน์ภายนอกอย่างทั่วถึง มีการออกแบบพื้นที่โดยใช้องค์ประกอบทางศิลปะเพื่อให้เกิดสุนทรียภาพต่อผู้ใช้งานอาคาร พื้นที่โถงกลางเปิดโล่ง รับลมและแสงธรรมชาติ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า มีบันไดเชื่อมระหว่างชั้น สนับสนุนการเดินออกกำลังกาย และสามารถมองเห็นกันได้ตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้นดาดฟ้า เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดคุยสานสัมพันธ์ที่ดีของคนในองค์กร รวมถึงมีระเบียงเขียว (Green Terrace) ต่อเนื่องกับพื้นที่ภายในอาคาร สามารถใช้เป็นที่พักผ่อน พูดคุย หรือเป็นจุดพักสายตาด้วยพื้นที่สีเขียวโดยรอบโครงการ

 

  1. หลังคาเขียว (Green Roof)

ออกแบบพื้นที่ดาดฟ้าให้เป็นหลังคาเขียว (Green Roof) เพื่อลดความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารและกรองมลพิษในอากาศ เลือกพรรณไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพื่อลดการใช้น้ำรดน้ำต้นไม้มากกว่า 40% มีแปลงสวนผักพื้นบ้านตามฤดูกาลและสวนสมุนไพรเพื่อการบริโภคของผู้ใช้อาคาร (edible garden) ส่งเสริมการทำเกษตรในพื้นที่เมือง (Urban Farming) และให้ความรู้กับผู้เข้ามาเยี่ยมชมอาคาร

 

  1. หลังคารูปทรงฟันเลื่อย (Sawtooth Roof) ติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์ (Solar Cell)

หลังคาของโถงกลางได้รับการออกแบบเป็นทรงฟันเลื่อย (Sawtooth Roof) ที่มีช่องแสงทางทิศเหนือเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติตลอดทั้งวัน และยังสามารถป้องกันรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่โคจรอ้อมทิศใต้ได้ นอกจากนี้ หลังคาด้านทิศใต้ซึ่งติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์ (Solar Cell) สามารถผลิตพลังงานทางเลือกได้ถึงร้อยละ 4.13 ของพลังงานที่ใช้ในอาคารต่อปี โดยนำไปใช้ในระบบไฟแสงสว่างบริเวณทางเดินและลานจอดรถชั้นใต้ดิน เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการ

 

  1. การออกแบบแสงธรรมชาติ (Daylight design)

อาคารมีการส่งเสริมการใช้แสงธรรมชาติโดยติดตั้งหิ้งสะท้อนแสง (Light Shelf) ที่หน้าต่าง เพื่อสะท้อนแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในอาคารได้มากขึ้นโดยที่ยังสามารถบังแดดให้กับผู้ใช้งานบริเวณริมหน้าต่าง รวมถึงการออกแบบฝ้าเพดานลาดเอียงตลอดแนวหน้าต่างเพื่อเปิดช่องเปิดและองศาผ้าเพดานให้ได้รับแสงธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการนำแสงธรรมชาติมาใช้ในส่วนพื้นที่จอดรถใต้ดินผ่านปล่องนำแสง (Light Tube) และออกแบบม้านั่งที่สนามหญ้าด้านบนให้เป็นช่องนำแสง (Skylight)

 

  1. การออกแบบแสงสว่างภายในอาคาร (Interior lighting design)

พื้นที่ทำงานมีการออกแบบแสงสว่างทั่วไป (General light) โดยการติดตั้งโคมส่องแสงขึ้นไปยังฝ้าเพดานให้มีการสะท้อนแสงลงมายังพื้นห้องเพื่อให้เกิดแสงบรรยากาศ (Ambient light) เสริมสร้างบรรยากาศในการทำงาน โดยยังคงความสว่างที่เหมาะสมกับการใช้งานและช่วยลดการเกิดแสงบาดตา (Glare) อีกด้วย นอกจากนี้ มีการเลือกใช้โต๊ะทำงานที่มีโคมไฟ Task light เพื่อให้ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถปรับเพิ่มความสว่างตามความต้องการโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความสว่างของพื้นที่ทั้งห้อง ทำให้สามารถลดพลังงานในระบบไฟฟ้าแสงสว่างและลดภาระการทำความเย็นลงได้

 

  1. ระบบเปลือกอาคาร (Building Envelope)

ออกแบบเปลือกอาคารประสิทธิภาพสูง เพื่อช่วยลดภาระการปรับอากาศและประหยัดพลังงาน โดยเลือกใช้กระจกสองชั้น (Low-E Double Glass) เคลือบฉนวนกันรังสีความร้อน และติดตั้งแผงกันแดดแนวตั้งด้านทิศตะวันตกของอาคาร เพื่อลดความร้อนที่เข้าสู่อาคาร และควบคุมปริมาณแสงส่องสว่างในอาคาร รวมถึงเลือกใช้วัสดุผิวภายนอกสีอ่อน เพื่อลดการสะสมความร้อนภายในอาคารและบริเวณพื้นที่โดยรอบอาคาร

 

  1. วัสดุอาคาร (Building Materials)

เลือกใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคารที่มีนวัตกรรมโดดเด่น เป็นมิตรต่อผู้ที่ใช้อาคารและสิ่งแวดล้อม มีพลังงานสะสมในวัสดุตํ่า (Low- Embodied Energy) สามารถผลิตได้ในท้องถิ่น (Regional Material) เพื่อลดการใช้พลังงานและมลภาวะจากการขนส่ง รวมถึงวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycle Material) อาทิเช่น วัสดุที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว ผนังภายในอาคารจากแกนกระดาษหนังสือพิมพ์ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์จากกล่องนมรีไซเคิล

 

  1. ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (MVAC system)

อาคารถูกออกแบบให้มีระบบเติมอากาศบริสุทธิ์ตามมาตรฐาน ASHRAE 62.1-2010 และควบคุมด้วยระบบ Demand control ventilation โดยการติดตั้งเครื่องตรวจวัดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Sensor) ซึ่งช่วยตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในพื้นที่ และสั่งการไปที่ระบบเติมอากาศให้ปรับเพิ่มลดปริมาณอากาศบริสุทธิ์ให้เหมาะสมตามการใช้งานอยู่เสมอ เป็นการลดภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ นอกจากนี้ มีการเลือกใช้สารทำความเย็นในระบบปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีส่วนประกอบของสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFC ที่จะไปทำลายชั้นบรรยากาศ

 

  1. ระบบไฟฟ้า และสุขาภิบาล (Electrical and Plumbing system)

มีการออกแบบและติดตั้งดวงโคมภายนอกอาคารที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบในเวลากลางคืน และติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าในระบบย่อย เพื่อเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไว้ใช้ประกอบการบริหารจัดการอาคารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเลือกใช้สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำรุ่นประหยัดน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำประปาอย่างน้อย 30% และติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้น้ำในระบบรดน้ำต้นไม้และระบบหอทำความเย็นเพื่อเก็บข้อมูลการใช้น้ำและวางแผนลดการใช้น้ำในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบและตรวจสอบระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานภายในอาคาร ได้แก่ ระบบปรับอากาศ ระบบควบคุมไฟฟ้า แสงสว่าง และระบบพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์

 

  1. การบริหารจัดการอาคาร (Building Operation and Maintenance)

อาคารมีการจัดเก็บข้อมูลและรายงานผลการใช้พลังงาน และการใช้น้ำในอาคารจากมิเตอร์ย่อยที่ติดตั้งไว้ ภายในระยะอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อศึกษาแนวทางและวางแผนการลดการใช้พลังงานและการใช้น้ำในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ จัดให้มีนโยบายการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้อาคารและสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดซื้อหลอดไฟที่มีสารปรอทต่ำ และจัดให้มีนโยบายและดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่ภายในอาคาร รวมถึงการจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้อาคารและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ โครงการยังจัดให้มีการสำรวจ ประเมินผล และดำเนินการจัดการและปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร และให้ความรู้ด้านการออกแบบอาคารที่ยั่งยืนและการบริหารจัดการพลังงานอาคารผ่านสื่อต่างๆ

 

นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะยังมีการออกแบบให้มีพื้นที่สนับสนุนการสร้างสุขภาวะที่ดี (Well-being) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการใช้งาน ความร่วมมือกันในการทำงาน รวมถึงความสบายใจระหว่างการทำงาน ให้แก่พนักงานที่มีความหลายขององค์กร อาทิเช่น ห้องสมาธิ ห้องละหมาด ห้องให้นมบุตร ห้องฟิตเนส บันไดส่วนกลางที่มีเสียงดนตรีขณะใช้งาน และการติดตั้งประติมากรรมและงานศิลปะ ตามจุดต่างๆทั้งภายในและภายนอกอาคาร

 

Photo copyrights: Africus Co., Ltd.

#LEED #LEEDCertified #ExistingBuilding #สสส #ThaiHealthCenter

The PARQ

The PARQ

Bangkok, Thailand

 

• LEED v4 BD+C: Core and Shell, Gold Level, 2021
• WELLv1: WELL Core, Gold Level, 2023

 

The PARQ โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากทั้งมาตรฐาน LEED (LEED BD+C: Core & Shell, Version 4) ระดับ Gold ในปี ค.ศ.2021 และ มาตรฐาน WELL (WELL Core, Version 1) ระดับ Gold ในปีค.ศ.2023 ซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์ของโครงการที่ต้องการให้ THE PARQ เป็นโครงการที่ดีต่อ “สิ่งแวดล้อม” และ “ผู้ใช้งานอาคาร” อย่างแท้จริง

 

โครงการ The PARQ ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก บริเวณสี่แยกคลองเตย เป็นอาคาร 6 ชั้น มีพื้นที่อาคารรวม 100,617 ตร.ม. ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Life Well Balanced ที่เน้นการบูรณาการของสถาปัตยกรรมล้ำสมัย การประหยัดพลังงาน การออกแบบอย่างยั่งยืน และบริการสมาร์ทเซอร์วิสแบบครบวงจรเข้าไว้ด้วยกัน โดยสะท้อนผ่าน 7 หมวดมาตรฐานอาคารเขียว LEED ได้แก่ ที่ตั้งโครงการเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Site) การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Efficiency) พลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere) วัสดุและทรัพยากร (Material and Resources) คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร (Indoor Environmental Quality) นวัตกรรมในการออกแบบ (Innovation in Design) และความสำคัญเร่งด่วนของภูมิภาค (Regional Priority) และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้งานสะท้อนผ่านมาตรฐาน WELL 7 ด้าน ได้แก่ คุณภาพอากาศ (Air) คุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ (Water) สุขภาวะทางแสง (Light) สุขภาวะทางด้านอาหาร (Nutrition) สุขภาพร่างกาย (Movement) ความสบาย (Comfort) และสุขภาวะทางจิตใจ (Mind) ซึ่งความพิเศษของการตรวจประเมินโครงการตามมาตรฐาน WELL จะมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการรับรองจากทาง IWBI (International WELL Building Institute) เข้ามาตรวจวัดคุณภาพที่หน้างาน ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้อาคารจะได้รับประโยชน์จากการใช้งานอาคารที่คำนึงถึงผู้ใช้อาคารทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

 

โครงการ The PARQ ได้รับการรับรองครอบคลุมมาตรฐาน LEED และ WELL ดังต่อไปนี้

  1. ที่ตั้งโครงการ
  • ที่ตั้งโครงการที่เชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดินสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นการเพิ่มทางเลือกการเข้าถึงอาคาร ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
  • โครงการมีจุดบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และที่จอดรถจักรยานและห้องอาบน้ำ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอีกด้วย

 

  1. พื้นที่สีเขียว พื้นที่ภายนอกอาคาร และพื้นที่ออกกำลังกาย
  • โครงการมีการจัดสวนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง
  • พื้นที่ภายนอกอาคารมีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศร่มรื่น มีที่สำหรับนั่งพัก มีทางเดินที่เหมาะกับการเดินกึ่งออกกำลังกาย ส่งเสริมให้มีการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจากการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน
  • โครงการลดการสะสมความร้อนที่ทำให้เกิดภาวะเกาะความร้อนในเมือง (Urban heat island) ให้กับกรุงเทพ ด้วยการเลือกใช้วัสดุปูพื้นถนนและทางเดินสีอ่อนสามารถสะท้อนความร้อนได้ดี

 

  1. คุณภาพอากาศภายในอาคาร
  • การติดตั้งระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูงเพื่อกรองฝุ่น 5 และติดตั้งระบบ UV เพื่อฆ่าเชื้อโรคให้อากาศสะอาดอยู่เสมอ พร้อมระบบเซ็นเซอร์เพื่อติดตามและควบคุมคุณภาพอากาศ และออกแบบอาคารให้มีความดันเป็นบวก เพื่อลดการรั่วไหลของอากาศที่ปนเปื้อนมลภาวะจากภายนอก
  • โครงการ The PARQ ได้รับการออกแบบให้มีการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้ามาภายในอาคารสูงกว่าค่ามาตรฐานสากลถึง 30%
  • การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการระเหยของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในปริมาณต่ำ ทำให้อากาศภายในอาคารสะอาด และลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคทางเดินหายใจและมะเร็ง
  • การติดตั้ง CO2 sensors เพื่อควบคุมการเติมอากาศบริสุทธิ์ให้เหมาะสมกับกิจกรรมการใช้งานและจำนวนผู้ใช้งานของแต่ละพื้นที่ในอาคาร ณ ช่วงเวลาต่างๆ

 

  1. คุณภาพน้ำดื่ม
  • การติดตั้งจุดบริการน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐาน ผ่านการกรองด้วยระบบ RO และผ่านการทดสอบคุณภาพน้ำดื่มตามมาตรฐาน WELL

 

  1. สุขภาวะทางด้านอาหาร
  • โครงการมีสวนผักผลไม้ในพื้นที่ Q Garden สำหรับให้ผู้เช่าสำนักงานสามารถปลูกผักเพื่อรับประทานกินเองได้ นอกจากนี้โครงการตั้งใจคัดสรรร้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้ใช้อาคาร ทั้งร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ร้านขนมและของว่างที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป (Non-processed food) และร้านอาหารที่เน้นเมนูผักผลไม้สด

  1. สุขภาวะทางแสง
  • การออกแบบโคมไฟในพื้นที่ออฟฟิศโดยการใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน LED ร่วมกับการติดตั้ง Daylight Sensor ที่ควบคุมให้หลอดไฟปิดอัตโนมัติในขณะที่มีการนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ในอาคาร ออกแบบโคมไฟให้มีอัตราความจ้าของแสง (Unified Glare Rating) ต่ำกว่า 19 เพื่อลดการเกิดแสงจ้าบาดตาในขณะทำงาน และเป็นการถนอมสายตาผู้ใช้งานอาคาร นอกจากนั้นยังมีการใช้โคมไฟที่คำนึงถึงนาฬิกาชีวภาพซึ่งจะส่งผลดีต่อวงจรการนอนหลับในเวลากลางคืน

  1. การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย
  • การออกแบบแบบ Touch-free ตั้งแต่ประตูทางเข้า และติดตั้งระบบคัดกรองคนเข้าอาคารแบบลดการสัมผัส เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค
  • การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ ด้วยห้องสมุดสุขภาพออนไลน์ จัดให้มีกิจกรรมหลากหลาย และประชาสัมพันธ์ผ่าน Digital Media
  • การเลือกร้านค้าปลีกระดับพรีเมียม ซึ่งครอบคลุมร้านอาหาร ร้านค้า ฟิตเนส สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและความงามมากมาย ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้อาคาร ผู้มาเยือน และผู้คนที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ ภายใต้แนวคิด “Life Well Balanced” ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและปฏิวัติรูปแบบของการทำงานและการใช้ชีวิตในเมือง

  1. ความน่าสบาย
  • ระบบปรับอากาศภายในอาคารผ่านการทดสอบการตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับระดับ Metabolism ของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายในทุกๆพื้นที่
  • การป้องกันความร้อนและเสียงรบกวนจากภายนอก ด้วยการใช้กระจก 2 ชั้น ที่มีฉนวนอากาศตรงกลาง (Double Glazing) ร่วมกับการใช้ฝ้าเพดานดูดซับเสียง ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบาย ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน ป้องกันมลภาวะทางเสียงจากการจราจรภายนอกและเสียงสะท้อนภายในอาคาร

  1. สุขภาวะทางจิตใจ
  • การออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ (Biophilic design) สอดผสานกับการจัดวางชิ้นงานศิลปะ เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด

  1. การจัดการทรัพยากรน้ำ
  • การเลือกใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ บริเวณพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด ทำให้สามารถลดการใช้น้ำลงได้ถึง 40%
  • การนำน้ำเสียกลับมาใช้ภายในโครงการ โดยนำมาผ่านกระบวนการกรองก่อนนำไปใช้รดน้ำต้นไม้บริเวณสวน ร่วมกับระบบการรดน้ำต้นไม้แบบระบบน้ำหยด ช่วยให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้เพิ่มขึ้น

 

  1. การประหยัดพลังงาน
  • โครงการเลือกใช้ระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง ติดตั้งพัดลมสมรรถนะสูงชนิด Electronically Commutated ในระบบจ่ายลมเย็น ร่วมกับการใช้ผนังกระจกอาคารแบบ Insulated Glass เพื่อลดการใช้พลังงานจากการทำความเย็น ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการลดการปล่อยคาร์บอนทางตรง
  • การติดตั้ง Lighting Sensors และ IoT Platform ช่วยปรับเพิ่ม-ลดแสงธรรมชาติให้เข้ามาภายในอาคารอย่างเหมาะสม ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าแสงสว่างในเวลากลางวัน

 

  1. นวัตกรรม
  • โครงการติดตั้งระบบจัดการที่จอดรถอัจฉริยะ รองรับระบบการติดตามความหนาแน่นและจัดการการเข้า-ออกของรถยนต์ภายในลานจอด ทำให้ผู้ใช้งานประหยัดเวลายิ่งขึ้น
  • โครงการมีแผนการกำจัดขยะ โดยมีจุดแยกขยะรีไซเคิลที่แบ่งประเภทอย่างถูกต้องและมีพื้นที่เพียงพอ มีการติดตั้งเครื่อง Food Composter ในโครงการ ช่วยลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) โดยการนำขยะเศษอาหารมาทำเป็นปุ๋ยเพื่อนำไปใช้ดูแลต้นไม้ในโครงการแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

 

ศึกษาข้อมูลโครงการเพิ่มเติม: https://www.theparq.com/sustainability

#ThePARQ #LifeWellBalanced #LEED #LEEDCertified #WELL #WELLCertified #อาคารเขียว #GreenBuilding #WellBeing #SustainableArchitecture #Africvs #แอฟริคัส